ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกลายเป็นฝันร้ายของคนไทย แต่ขณะนี้มีข่าวดีไทยขุดเจาะน้ำมันมาใช้เพิ่มขึ้นอีก
ข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันไทยผลิตน้ำมันดิบรวมคอนเดนเซท (น้ำมันเบาหรือก๊าซธรรมชาติเหลว) นำมากลั่นเป็นน้ำมันและใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) ประมาณ 2.2 แสนบาร์เรล/วัน แยกเป็นน้ำมันดิบ 1.4 แสนบาร์เรล คอนเดนเซท 8 หมื่นบาร์เรล
ขณะนี้บรูไนผลิตน้ำมันดิบประมาณ 2 แสนบาร์เรล/วัน อยู่อันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย ไทยมีแหล่งผลิตน้ำมันดิบรวม 22 แหล่ง แบ่งเป็นแหล่งผลิตในทะเล 11 แหล่ง อาทิ เบญจมาศ นางนวล ปลาหมึก สุราษฎร์ แหล่งผลิตบนบก 11 แหล่ง อาทิ สิริกิติ์ นาสนุ่น วิเชียรบุรี แหล่งผลิตใหญ่อยู่ในอ่าวไทย ที่เป็นผลพลอยได้จากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ข้อมูลในปีนี้ ไทยมีสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์ทราบ (Proved) 450 ล้านบาร์เรล ปริมาณค่อนข้างแน่นอน (Probable) 600 ล้านบาร์เรล มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะพบ (Possible) 200 ล้านบาร์เรล รวมแล้ว 1,250 ล้านบาร์เรล สามารถขุดมาใช้ 10-20 ปี แต่ปริมาณสำรองน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงทุกปี ตามการสำรวจพบ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นในการสำรวจและขุดเจาะ
แหล่งน้ำมันล่าสุดที่พบน้ำมันในปริมาณที่เพิ่มขึ้น คือแหล่งน้ำมันนาสนุ่น ในอ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ของบริษัท แพน โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นของนักลงทุนแคนาดา ที่เข้ามาสำรวจและขุดเจาะมาตั้งแต่ปี 2546 ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2537 เคยมีผู้มาสำรวจแต่พบน้ำมันในปริมาณน้อย ไม่คุ้มทุนหากจะผลิตในเชิงพาณิชย์ จึงคืนแปลงสำรวจให้ภาครัฐ เมื่อปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา บริษัท แพน โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตน้ำมันดิบแหล่งนาสนุ่นถึง 10,000 บาร์เรล/วัน จากก่อนหน้านี้ผลิตเพียง 800 บาร์เรล/วัน มีศักยภาพที่จะเพิ่มเป็น 20,000 บาร์เรล/วัน ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่พบน้ำมัน จากหินภูเขาไฟ จากปกติที่พบในหินตะกอนและทะเลเท่านั้น หลุมขุดเจาะแหล่งนาสนุ่นลึกไม่ถึง 1 ก.ม. เมื่อเทียบกับแหล่งอื่นที่ต้องขุดลึก 2-5 ก.ม. ดังนั้นจึงเป็นความหวังว่าหากขุดลึกไปกว่านี้ หรือสำรวจในบริเวณใกล้เคียงจะพบปริมาณน้ำมันที่มากขึ้น แหล่งน้ำมันนาสนุ่น ถือเป็นแหล่งน้ำมันดิบบนดินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากแหล่งสิริกิติ์ ในอ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร ที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 2526 ขณะนี้มีปริมาณผลิต 20,000 บาร์เรล/วัน ขณะนี้กระทรวงพลังงานมีแผนที่จะเจรจากับทหาร เพื่อขอให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ที่ทหารครอบครอง โดยเฉพาะในแถบ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปริมาณผลิต 1,000 บาร์เรล/วัน น้ำมันดิบที่ขุดพบบางส่วนจะถูกนำมาใช้ในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า แต่บางส่วนมีคุณภาพดี หรือมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะจะนำมากลั่นในโรงกลั่นของไทย จะถูกส่งออกไปยังสหรัฐและจีน ในยุคที่ราคาน้ำมันแพงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล การขุดน้ำมันในไทยจึงเป็นที่นิยมมากขึ้น
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในครั้งที่ 19 และครั้งที่ 20 ห่างกันแค่ 1 ปี สัมปทานครั้งที่ 20 ออกประกาศไปเมื่อ 23 พ.ค.2550 มีอายุสัมปทาน 1 ปี ล่าสุดมีผู้ขอสัมปทาน 35 ราย 59 คำขอ 39 แปลงสำรวจ
การขุดพบน้ำมันในไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลดีกับไทย ที่นำเข้าน้ำมันปีละกว่า 7.5 แสนล้านบาท เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมามีปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 9 แสนบาร์เรล/วัน ปริมาณน้ำมันดิบที่ขุดพบในไทย 2.2 แสนบาร์เรล/วัน หากคิดมูลค่าน้ำมันที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คิดเป็นเงินถึง 22 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 700 ล้านบาท หนึ่งปีมีมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านบาท
www.ptt.com

การขุกเจาะนำมันเเละถ่านหิน

www.chevronthailand.com
Original

นักโบราณคดีเชื่อว่าประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล พวกชนเผ่าบาบิโลเนียน (Babylonian) เริ่มใช้น้ำมัน (ปิโตรเลียม) เป็นเชื้อเพลิงแทนไม้และเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนเป็นชาติแรกที่ทำเหมืองถ่านหินและขุดเจาะบ่อก๊าซธรรมชาติลึกเป็นร้อยเมตรได้ก่อนใคร

น้ำมันประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ หลายชนิดมากมายจนมีคำพูดว่าไม่มีน้ำมันจากบ่อไหนเลยในโลกที่มีการผสมผสานส่วนประกอบได้คล้ายกัน แต่จะเห็นว่าส่วนประกอบกว้าง ๆ คล้ายกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยก๊าซที่สำคัญคือ มีเทน (Methane) เป็นหลักที่เหลือซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าได้แก่ อีเทน (Ethane) โปรเพน (Propane) และบิวเทน (Buthane) ปิโตรเลียมจัดได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่ได้จากการสลายตัวของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์รวมกัน

ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในน้ำมันดิบที่เคลื่อนตัวเข้ามาก่อนถึงโครงสร้างกักเก็บเป็นเวลายาวนานหลายล้านปีซึ่งอาจะเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมน้ำมันจากบ่อต่าง ๆ จึงไม่เหมือนกัน

ตะกอนที่ปนอินทรีย์วัตถุหรือที่จะให้น้ำมันสะสมตัวอยู่ในปัจจุบันนี้คือ ตะกอนที่มีแร่ดินเหนียวอยู่ด้วยมากขณะที่กักเก็บน้ำมันจริง ๆ คือ หินทรายซึงประกอบด้วยแร่เขี้ยวหนุมานเป็นส่วนใหญ่หรือไม่ก็เป็นหินปูนที่มีแร่แคลไซต์มากหรือพวกหินที่มีรอยแตกมากมาย จึงดูเหมือนว่าน้ำมันเกิดอยู่ที่หนึ่งและต่อมาจึงเปลี่ยนเคลื่อนย้ายไปสะสมตัวอยู่อีกที่ซึ่งความจริงการเคลื่อนย้ายตัวของน้ำมันก็มีหลักการคล้าย ๆ กับการเคลื่อนย้ายของน้ำใต้ดินหินทรายที่มีความสามารถยอมให้ของเหลวไหลผ่านสูงกว่าหินดินดานมากขึงยอมให้น้ำมันผ่านเข้ามาได้และที่สำคัญคือ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ำมันกับแร่เขี้ยวหนุมานหรือแร่แคลไซต์มีน้อย���ว่าน้ำกับแร่ดังกล่าว น้ำมันจึงผ่านไปได้แต่น้ำยังคงยึดเกาะอยู่ น้ำยึดเกาะข้างเม็ดแร่อย่างมากส่วนน้ำมันอยู่ตรงกลางช่องว่างโดยไม่ยอมผสมกันและเบากว่าน้ำมาก ดังนั้นน้ำมันจึงลอยสูงขึ้นมาเจอแหล่งกักเก็บและสะสมตัวอยู่ได้เหนือน้ำใต้ดินและโอกาสที่จะสะสมอยู่ได้ในตะกอนมีเพียง 0.1% ของน้ำมันที่เกิดมา จึงไม่แปลกใจเลยที่พบน้ำมันอยู่ได้มากกว่า 60% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดจากหินตะกอนยุคใหม่ไม่เกิน 2.5 ล้านปีเป็นส่วนใหญ่คือมหายุคนวชีวิน (Cenozoic) ประเทศไทยเราก็เช่นกัน น้ำมันทั้งหมดเกิดอยู่ในหินยุคใหม่ ๆ ทั้งนั้น จากการขุดเจาะน้ำมันพบว่ายิ่งเจาะลึกมากเท่าใด โอกาสที่จะพบน้ำมันก็น้อยลงเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะหินยิ่งลึกมากความพรุนยิ่งน้อยลง อัดตัวกันมากขึ้นและเกิดแรงดันใหม่น้ำมันเคลื่อนไปข้างบนได้มาก

ปริมาณคิดเป็นร้อยละของน้ำมันทั่วโลกที่พบในที่หินกักเก็บที่สำคัญ ซึ่งหินทรายเป็นหินกักเก็บได้ดีกว่าหินปูน

แหล่งกำเนิดปิโตรเลียม

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีสถานะเป็นของเหลวและก๊าซและเบากว่าน้ำ น้ำมันผลิตได้จากบ่อน้ำมัน (oil pools) ซึ่งหมายถึงแหล่งสะสมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ดินในแหล่งกักเก็บที่มีตัวปิดกั้นทางธรณีวิทยา บ่อน้ำมันจึงอาจเป็นคำพูดที่ใช้ผิดๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นทะเลสาบที่มีน้ำมันแต่หมายถึง ส่วนของหินที่มีน้ำมันบรรจุอยู่เต็มช่องว่างในหินนั้น ดังนั้นบ่อน้ำมันหลายๆ บ่อที่มีลักษณะ-โครงสร้างของการกักเก็บคล้ายๆ กันหรือบ่อเดียวโดยแยกจากบ่ออื่นที่ไหลออกไปอาจเรียกรวมๆ กันว่า แหล่งน้ำมัน (oil field) แหล่งน้ำมันจึงอาจประกอบด้วยบ่อที่อยู่เรียงๆ กันไปอยู่ข้างๆ กันหรืออยู่บนล่างตามแนวดิ่งก็ได้

ปัจจุบันปัจจัยควบคุมการสะสมน้ำมันมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการด้วยกัน คือ

ต้องมีหินที่ทำหน้าที่ให้น้ำมันมายึดเกาะอยู่ได้เรียกว่า หินอุ้มน้ำมันหรือหินกักเก็บ (reservoir rock) ซึ่งมีคุณสมบัติเดิมคือ ต้องมีรูพรุนมากพอที่จะให้น้ำมันไหลผ่านได้ หินกักเก็บจะต้องถูกปิดทับด้วยชั้นหินที่ไม่ยอมให้น้ำมันไหลซึมออกไปซึ่งเรียกว่า หินปิดกั้น (roof rock) เช่นหินดินดาน ทำให้น้ำมันลอยตัวอยู่เหนือน้ำบาดาลโดยไม่หนีหายไป ทั้งหินกักเก็บและหินปิดกั้นจะประกอบขึ้นมาเป็นโครงสร้างหรือรูปแบบการกักเก็บน้ำมัน (trap หรือ trap rock) ในแบบต่างๆ กัน ในการกักเก็บที่ดีขนาดไหนก็ไม่ได้รับประกันว่าจะมีน้ำมันได้ถ้าไม่มีหินที่เป็นต้นกำเนิดน้ำมันที่เรียกว่า หินกำเนิด (source rock) ถ้าจะมีการเกิดการเสียรูปโครงสร้าง (structural deformation) เมื่อสร้างรูปแบบการกักเก็บก็ต้องเกิดขึ้นก่อนที่น้ำมันจะหลบหนีออกจากหินกักเก็บจนหมด

abcs